บทที่ 2 ความต้องการที่ถูกมองข้าม
ความเงียบสงัดปกคลุมห้องอาหารกว้างใหญ่หรูหรา มีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบจานกระเบื้องเคลือบแผ่วเบาเป็นระยะ
พลอยไพลินใช้ส้อมเขี่ยสเต๊กปลาแซลมอนในจานไปมาอย่างเลื่อนลอย ทั้งที่เชฟฝีมือดีตั้งใจปรุงอย่างสุดความสามารถ
แต่สำหรับเธอในเวลานี้ อาหารรสเลิศตรงหน้ากลับจืดชืดและไร้รสชาติ
ฝั่งตรงข้าม ติณณ์นั่งอยู่ในชุดลำลองสบาย ๆ หลังอาบน้ำเสร็จ ทว่าเขายังคงเปล่งกลิ่นอายและบรรยากาศเคร่งขรึมของนักธุรกิจไม่ต่างจากตอนอยู่บริษัท
มือหนึ่งของเขาถือแท็บเล็ตเครื่องหรู พลางใช้นิ้วเลื่อนดูดัชนีหุ้นต่างประเทศ สลับกับการพิมพ์ตอบข้อความงานอย่างรวดเร็ว
สายตาคมกริบคู่ตระกูลนั้นไม่เคยละไปจากหน้าจอเบื้องหน้าเลยแม้แต่วินาทีเดียว
พลอยไพลินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีเพื่อทำลายความอึดอัดนี้
เรื่องนี้เป็นความตั้งใจที่ตกตะกอนอยู่ในใจของเธอมานานหลายเดือนแล้ว
"ติณณ์คะ..."
"อืม ว่าไง"
เขาตอบรับเพียงสั้น ๆ ในลำคอ โดยที่ดวงตายังคงจับจ้องอยู่กับตัวเลขในแท็บเล็ต
"พลอย... อยากกลับไปเปิดแกลเลอรีศิลปะอีกครั้งค่ะ"
ปลายนิ้วหนาที่กำลังเลื่อนหน้าจอชะงักนิ่งไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะขยับทำงานต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ติณณ์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ถอนหายใจออกมาเบา ๆ คล้ายระอา
"ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี ตลาดศิลปะซบเซาจะตาย อยู่บ้านเฉย ๆ เป็นคุณผู้หญิงก็ดีอยู่แล้ว"
"เงินที่ผมโอนเข้าบัญชีให้ทุกเดือน... ยังไม่พอใช้อีกเหรอ"
คำถามเรียบ ๆ นั้นเหมือนน้ำแข็งเย็นจัดที่สาดซัดเข้ากลางหัวใจที่บอบช้ำของเธอ
สำหรับผู้ชายอย่างติณณ์ เงินคือคำตอบสำเร็จรูปของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเสมอ
เขาเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า การโอนเงินจำนวนมหาศาลเข้าบัญชีเธอทุกเดือน คือการทำหน้าที่ดูแลภรรยาอย่างดีที่สุดแล้ว
แต่เขาไม่เคยฉุกคิดหรือเอ่ยปากถามเธอเลยสักครั้งว่า... สิ่งที่หัวใจเธอต้องการจริง ๆ คืออะไร
พลอยไพลินเงยหน้ามองใบหน้าด้านข้างที่แสนเย็นชาของสามี
คำอธิบายมากมายที่เธออุตส่าห์เตรียมไว้ ทั้งเรื่องสถานที่ทำเลดีที่แอบไปดู ศิลปินรุ่นใหม่ที่เธออยากสนับสนุน
หรือแม้กระทั่งความสุขที่เธอเคยได้รับยามยืนอยู่ท่ามกลางกลิ่นสีน้ำมันและผืนผ้าใบ
ทุก ๆ คำพูดเหล่านั้น...
ถูกกลืนหายลงคอไปพร้อมกับความจุกแน่น
สุดท้ายเธอเลือกที่จะก้มหน้า เขี่ยอาหารในจานต่ออย่างเงียบ ๆ
บรรยากาศรอบตัวกลับเข้าสู่ความสงัดอันน่าอึดอัดอีกครั้งหนึ่ง
พลอยไพลินนึกย้อนถึงชีวิตแต่งงานตลอดห้าปีที่ผ่านมาภายใต้ชายคาคฤหาสน์หลังนี้
ปีแรกหลังแต่งงาน เธอเคยขอออกไปทำงานข้างนอกเพื่อแบ่งเบาและหาประสบการณ์
ทว่าติณณ์กลับตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดในตอนนั้นว่า
"สะใภ้ตระกูลผมไม่จำเป็นต้องดิ้นรนทำงานให้คนอื่นนินทา"
ตอนที่เธออยากจะจัดแต่งบ้านใหม่ตามความชอบของตัวเอง เขาก็ส่งมัณฑนากรชื่อดังมาจัดการให้เสร็จสรรพ
โดยที่ไม่มีใครเคยถามความชอบหรือรับฟังความคิดเห็นของเธอเลยสักครั้งเดียว
และในวันนี้...
เมื่อเธออยากจะกลับไปเป็นเจ้าของแกลเลอรีเล็ก ๆ ที่เคยเป็นความภาคภูมิใจในชีวิต
เขาก็ยังคงใช้เหตุผลเรื่องตัวเลข เม็ดเงิน และผลกำไรมาปิดฉากบทสนทนาลงอย่างง่ายดาย
สำหรับติณณ์แล้ว ความฝันของเธอคงเป็นเพียงงานอดิเรกไร้สาระของคนว่างงานที่หาเรื่องใส่ตัว
เขาไม่เคยรู้เลยว่า เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เขาโอนมาให้ เธอแทบไม่เคยแตะต้องหรือหยิบมาใช้เลย
เพราะสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ต้องการไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยหรือชีวิตที่หรูหราหมาเห่า
แต่คือคุณค่าในตัวเอง... ที่มันค่อย ๆ เลือนหายไปนับตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้
หลังจากเช็กงานและเก็บแท็บเล็ตลงบนโต๊ะ ติณณ์จึงเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"ถ้าอยากหาอะไรทำแก้เบื่อ ก็ไปช้อปปิ้งซื้อของ หรือไม่ก็ไปร่วมงานการกุศลของพวกคุณหญิงสิ"
คำแนะนำที่แสนหวังดีทว่าห่างไกลจากตัวตนของเธอ ยิ่งทำให้หัวใจของพลอยไพลินหนักอึ้ง
"ค่ะ"
เธอตอบรับสั้น ๆ โดยไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
แต่ในครั้งนี้ คำว่า "ค่ะ" ของเธอ ไม่ได้หมายถึงการยอมรับหรือเห็นด้วยเหมือนทุกครั้ง
หากแต่มันคือคำยอมแพ้... ยอมจำนนต่อกำแพงหนาที่ไม่มีวันพังทลาย
ในวินาทีนั้นเอง พลอยไพลินเพิ่งตระหนักรู้เด่นชัดว่า ผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงหน้าคือสามีตามกฎหมายก็จริง
แต่เขาไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
เขาอาจจะรักผู้หญิงที่ชื่อพลอยไพลินที่เชื่อฟัง ยิ้มสวย และทำหน้าที่ตุ๊กตาหน้ารถได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่พลอยไพลิน...
ผู้หญิงคนที่มีความฝัน มีความรู้สึก และมีหัวใจบาดเจ็บดวงนี้
กลับถูกเขามองข้ามและละเลยมาตลอดชีวิตการแต่งงาน
มื้ออาหารค่ำอันแสนยาวนานจบลงในที่สุด
ติณณ์ลุกขึ้นยืนพลางหยิบแท็บเล็ตคู่ใจขึ้นมาถือไว้ ก่อนจะเอ่ยปากพูดทิ้งท้ายอย่างเป็นงานเป็นการ
"พรุ่งนี้ผมต้องบินไปคุยงานที่สิงคโปร์สามวัน คุณไม่ต้องจัดกระเป๋าให้หรอก เดี๋ยวให้เลขาฯ จัดการ"
"เดินทางปลอดภัยค่ะ"
พลอยไพลินทอดสายตามองแผ่นหลังกว้างของสามีที่เดินห่างออกไปจนกระทั่งลับสายตา
ห้องอาหารกว้างใหญ่กลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
เธอยกมือเรียวขึ้นลูบหน้าอกข้างซ้ายของตัวเองเบา ๆ ความโหวงเหวงและอ้างว้างค่อย ๆ แผ่ขยายไปทั่วหัวใจ
ชีวิตคู่ของเธอในตอนนี้มันช่างเหมือนกับหนังสือเล่มเก่าหนึ่งเล่ม
หนังสือที่หน้ากระดาษซึ่งเคยบันทึกความฝันและความสุขของเธอ เอาไว้... ถูกมือที่มองไม่เห็นฉีกหายไปทีละหน้า
และนี่เป็นครั้งแรกในรอบห้าปี...
ที่พลอยไพลินเริ่มมองไม่เห็นเหตุผล ว่าตัวเองจะอดทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปเพื่ออะไร
